ความรัก
posted on 10 Dec 2008 00:10 by teeeee in TEEE-photo
ความรักทำให้โลกน่าอยู่ ความรักทำให้โลกอบอุ่น ความรักทำให้โลกสงบสุข
ความรักทำให้โลกน่าอยู่ ความรักทำให้โลกอบอุ่น ความรักทำให้โลกสงบสุข
ณ วันที่พฤหัสบดีที่ ๑๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑
"คุณไม่จำเป็นต้อง เลือก เพราะประเทศนี้ไม่ได้ขาดแคลนการ "เลือก" แต่ประเทศนี้ขาดแคลนปัญญาและจริยธรรมขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นสิ่งที่คุณควรย้อนทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น"
edit @ 16 Oct 2008 19:38:40 by TEEEE
เขียนบำบัด 05/06/51 02:47
ฉันจับดินสอและสมุด พร้อมที่จะเขียนและจะหลับ จึงเขียนด้วยตาข้างเดียว
ไม่สมบูรณ์ทางการมอง ไม่สมบูรณ์ทางสติ
ฉันจะเรียกวิธีนี้ว่าการเขียนบำบัด
ฉันกำลังพยายามทำจิตใจให้อยู่กับปลายดินสอ
และฟังเสียงมันลากไปกับผิวของกระดาษ
จนเกิดเป็นทำนองอันเสนาะ
ที่เต็๋มไปด้วยธรรมชาติของ เศษไม้ที่ถูกอัดรวมกัน
มันเสียดสีและส่งเสียงให้ฉันต้องเคลิบเคลิ้ม
ฉันปล่อยให้สมอง ความรู้สึกนึกคิดหลุดลอยไปกับปลายดินสอ
ฉันชอบที่จะจ้องดูมัน ฟังเสียงของมัน
ฉันเห็นล่องรอย ตัวหนังสือที่เกิดขึ้นจากฝีมือของฉันเอง
วันหนึ่งฉันจะกลับมาอ่านมันอย่างไม่รู้เรื่อง
และอาจจะวางมันลงบนโต๊ะ ที่ใดที่หนึ่งบนโลก
สมุดเล่มนี้อาจจะมีแต่เรื่องราวของค่ำคืนที่ป่วยไข้ของฉัน
ฉัันจึงต้องบำบัดด้วยการลากดินสอออกไปพร้อมความคิดและจินตนาการ
อันเกิดและสร้างความสงบให้กับฉัน
ฉันเฝ้ามองปลายดินสอที่หดสั้นลงแต่ส่งเสียงดังกว่าเดิม
มันไม่เคยจะดังได้เกินกว่านั้น
เสียงของดินสอไม่ได้เกิดจากการที่ดินสอมันทำได้ด้วยตัวมันเอง
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนเราจึงต้องหางานทำ
....
"คุณอาจจะมีคำถามรายล้อมนับพันถึงสิ่งที่ทำให้คุณเป็น คุณอยู่ ในสภาวะที่ไม่อยากจะเต็มใจที่จะอยู่ในภาวะแบบนั้น
แต่อาจจะมีคำตอบเดียวที่จะฉุดรั้งคุณขึ้นมาได้
........................" ไม่ ไม่ กูจะไม่หยุดแค่นี้..." "
ห้องที่มีหน้าต่างแต่มองไม่เห็นท้องฟ้า 00.08 น. 27/02/2551
ผมมีห้องที่มีหน้าต่างบานเลื่อน
มันเปิดออกไปได้กว้าง
แต่ไม่สามารถมองเห็นท้องฟ้าได้
ผมแทบจะลืมไปแล้วว่าเสียงฝนตกยามค่ำคืนเป็นยังไง
ทุกคืนผมนอนอยู่ในกล่องใบเล็กที่วางอยู่ในกล่องใบใหญ่อีกที
ข้างในห้องเงียบมาก
มันเพรียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบาย
ทั้งแอร์ ทีวี เครื่องเสียง คอมพิวเตอร์ หนังสือ ดินสอ หมอน และผ้าห่ม
แต่ผมก็ดูทีวีน้อยมาก เครื่องเสียงก็เช่นกัน
ผมมีหนังสืออยู่ข้างหมอนที่ผมนอน
ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมชอบทั้งนั้น
แต่ผมก็ยังอ่านมันไม่จบซักเล่ม
แต่หนังสือเหล่านี้ก็ทำให้ผมหลับสบายบ่อยครั้ง
ผมไม่ค่อยถูกกับหมอนนัก หาที่ถูกใจได้ยาก
เปลี่ยนมากี่ใบต่อกี่ใบ
มันก็ยังทำให้ผมปวดคอเสมอ
บางใบทำให้ปวดด้านซ้าย
บางใบทำให้ปวดด้านขวา
บางทีลามไปถึงหลังเลยก็มี
ก่อนนอนผมชอบที่จะนอนแผ่
แผ่...แบบไร้พันธะใดๆ
ไม่ต้องมีหมอนหนุน ไม่ต้องมีหมอนกอด
มีเพียงร่างกายที่จะจมลงสู่ความสงบ
ผมหลับตานอนกางแขน ขา ออกเล็กน้อย
ฟังเสียงตัวเอง และจินตนาการถึงหัวใจที่กำลังสูบฉีดเลือด
หล่อเลี้ยงร่างกายที่กำลังแน่นิ่ง
มีเพียงลมหายใจเท่านั้นที่เคลื่อนไหว
วิธีนี้คงเป็นท่าฝึกโยคะท่าใดท่าหนึ่งที่ผมจำไม่ได้
ผมไม่รู้มันดีต่อร่างกายตรงไหน
แต่มันดีต่อจิตใจก่อนเข้านอน
ห้องที่มีีหน้าต่างแต่มองไม่เห็นท้องฟ้า
ทำให้ผมอยู่ใจกลางของบ้าน
ผมจึงถูกห่อหุ้มไว้อย่างมิดชิด และยากที่จะมีอะไรมารบกวน
แต่บางทีผมก็อยากเห็นแสงจันทร์
อยากได้กลิ่นฝน
ในยามที่ผมหลับอยู่เหมือนกัน
edit @ 4 Mar 2008 22:46:38 by TEEEE
ความเงียบ 25/02/2551 01:08 น.
ความเงียบทำให้ได้ยินเสียงความต้องการของตัวเอง
เช่น ท้องร้อง เสียงของความอยากได้ อยากมี อยากทำ
ความคิดสารพัดส่งเสียงก้องกังวาน
ความเงียบจึงไม่ใช่ความสงบเสมอไป
ถ้าอยากสงบ ต้องบอกความคิดให้หยุดโหวกเหวก
ข่มความอยากให้อย่าส่งเสียงดัง
บอกความกังวลให้สงบ สติ อารมณ์บ้าง
ซึ่งต้องอาศัยความตั้งใจพอสมควร
ข้อดีของความเงียบคือ การซ่อนที่ดีที่สุด
คนส่วนใหญ่มักเปิดเผยตัวเองออกทางวาจา
ความคิดต่างๆจะถูกถ่ายทอดออกมาทางปากมากที่สุด
ความเงียบ ทำให้มีความยับยั้งชั่งใจ
แต่ข้อเสียของความเงียบคือ
การขาดความเข้าใจจากคนรอบข้าง
เพราะไม่มีใครสามารถตีความได้
ฉะนั้นจงเงียบเพื่อคิด
และพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ด้วยความรื่นเริง
" ยิ่งทำให้เจอกันง่าย เห็นกันง่าย ก็ยิ่งทำให้คนสร้างภาพกันมากขึ้น ตอแหลกันมากขึ้น เริ่มจากรูปถ่ายตอแหลก่อนเป็นอย่างแรก "
เชื่อหรือไม่ว่าเมืองไทยคนจนน้อยลงจริงๆ
ผมได้พิสูจน์มาแล้วเมื่อจากการเดินสำรวจอย่างไม่ได้ตั้งใจ
เริ่มต้นจากหลังจากผ่านพ้นวันเกิดมา ทุกวันศุกร์ผมต้องการทำบุญโดยซื้ออาหารกล่อง
เพื่อจะเอาไปให้คนยากไร้ หรือ ขอทานนั่นแหละ ครั้งละกล่องสองกล่อง
ตอนซื้อครั้งแรกในวันเกิด หาคนให้ได้ง่ายมาก ที่แยกบางลำภู เพราะตอนนั้นยังฟ้าสว่างอยู่ ไม่ค่ำนัก
แต่หลังจากนั้น ผมเริ่มลืมไปบ้าง ไม่มีเวลาบ้างกว่าจะมาหาซื้อข้าวกล่อง ก็ล่วงเลยจนฟ้าใกล้มืดซะแล้ว
ครั้งแรกของการเดินแสวงบุญจึงเกิดขึ้น
ผมเริ่มซื้อข้าวกล่องที่ร้านต้มข้างทางถนนพระสุเมรุ (ราคากล่องละ 40ทีเดียวเชียว)
แล้วก็เริ่มเดินหากลุ่มเป้าหมาย เส้นทางที่เดินคือ เดินเลาะริมถนนพระสุเมรุ ไปจนถึงแยกบางลำภูแล้วเลี้ยวขวาไปทางถนนข้าวสาร แล้วไปเดินเข้าซอย ข้างวัดชนะสงคราม ทะลุออกมา ถนนพระอาทิตย์
..ปรากฏว่า ไม่มีเกลุ่มเป้าหมายเลย เลยเดินถือกล่องข้าวแกว่งไปแกว่งมาขึ้นออฟฟิศ แล้วก้เดินขึ้นเดินลง เข้าๆออกๆ วนเวียนอยู่แถวหน้าออฟฟิศเพราะไม่รุ้จะทำยังไงกับกล่องข้าวที่ซื้อมา ผลสุดท้าย หลังจากพักเบรกคั่นเวลาด้วย ปาร์ตี้พิซซ่าลันตา เลยตัดสินใจถือข้าวกล่องไปยังสนามหลวง
ปรากฏว่า สนามหลวงมีโรงทานตั้งตระหง่าน มองไปรอบข้างดูเหมือนว่ากลุ่มเป้าหมายท่าทางจะทานกันอิ่มแปล้ นอนผึ่งพุงกันถ้วนหน้า เดินถาม ยายคนแรก ยายบอกว่ายายอิ่มแล้ว เดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึง โค้งหน้าวัดพระแก้วถึงได้เจอยายอีกคน ยายก็รับไว้แล้วกล่าวขอบคุณ ผมแอบปลื้มได้หน้าไปตามๆกันแม้ไม่มีใครมาตามถ่ายรูปไปลงหนังสือ ก่อนจะเดินข้ามเรือท่าช้างกลับบ้านอย่างสบายใจ ณ เวลา สามทุ่มกว่าๆ
ครั้งที่สองของการเดินแสวงบุญ
ครั้งนี้ด้วยการแนะนำของพี่กัง ว่ามีข้าวไข่เจียวแสนอร่อย ไปหลบมุมขายในหลืบสวนสันติ เป็นร้านยายแก่ๆคนนึงตั้งโต๊ะทอดขาย ด้วยความที่ว่าอยากกระจายรายได้ไปยังคนแก่เราจึงควรอุดหนุน โดยไม่ได้บอกใครว่าจริงๆแล้วข้าวไข่เจียวนั้นราคาแค่กล่องละ 10 บาท สองกล่อง 20 นับว่าเป็นการประหยัดงบ ได้อย่างน่าพอใจ จึงจัดแจง สั่งไปสองกล่องทันที และก็เริ่มการเดินทางแสวงบุญอีกครั้ง
ผมเดินไปตามถนนพระอาทิตย์ไปทางธรรมศาสตร์ โดยหวังว่าที่ท่าพระจันทรืต้องมีกลุ่มเป้าหมายแน่นอนเพราะ ณ เวลานั้นมันช่างเป็นเวลาไพร์มไทม์ ของผู้คนไปรวมตัวกันอยู่แถวนั้น ( ประมาณ 19.00 น.) แต่ไปแล้วก้ผิดคาด ที่ท่าพระจันทร์มีแต่วัยรุ่นแนวๆ ยืนเลือกเสื้ออยู่กะมีน้องนักเรียนม.ต้นคนนึงกำลังเดี่ยวระนาดเสียงก้องกังวาน ตอนแรกกะว่าจะให้น้อง แต่ก็กลัวน้องจะเอาไม้ระนาดฟาดเอา อีกอย่างเห็นตรงที่ใส่ตังค์รายได้ของน้องแล้ว คงไม่คิดว่าน้องจะอยากกินไข่เจียวของพี่แน่ๆ เลยตัดสินใจ ข้ามเรือไปฝั่งศิริราช ด้วยหวังว่า สถานที่ๆใกล้โรงพยาบาลต้องมี กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ แต่ไม่ใช่เลย ...ไม่มี ...เหลือเชื่อมาก คนไทยไม่จนแล้วจริงๆ ผมเดินนทั่ววังหลัง ชักเหนื่อย แต่ก็เอาเถอะเดินอีกสักหน่อยไปทางวัดระฆัง ข้ามสะพานลอย เดินเข้าซอยผ่านหน้าโรงพยาบาลธนบุรี ที่หน้าโรงพยาบาลธนบุรี มีคนพิการนั่งกลางฟุตบาทขาย แคปหมูอยู่ ผมเลยทำทีว่าไปซื้อแค๊ปหมู สองห่อ แล้วก้จะได้ เอาข้าวไข่เจียวให้เขาไป ส่วนเราก้ได้อุดหนุนเค้าด้วย ที่ไหนได้เขาไม่รับ ...เท่ากับว่าเราได้เพิ่มกับข้าวมาอีกหนึ่งอย่างโดยทันที - -"
เดินทะลุซอยโรงพยาบาลธนบุรีออกมา ก็มานั่งพักตรงป้ายรถเมลตลาดพรานนก นั่งมองสะพานลอยข้ามถนน ในใจคิดหรือว่ากุ จะทิ้งข้าวกล่องไว้บนสะพานลอยดีว้า..แต่แล้วในที่สุดก้ไม่ทำ หันไปขึ้นรถเมล กะไปตายรังที่บ้านยอมแพ้
ระหว่างทางตรงโพธิ์สามต้นดันไปเห็นว่าวัดใหม่พิเรนทร์ มีงานวัด ...ใช่เลย งานวัดต้องมีทาร์เก็ตกรุ๊ปของเราแน่ๆ เพราะมีชิงช้าสวรรค์ เครื่องเล่นมากมาย..มีพระสวด งานบุญต้องมีขอทานแน่ๆ ผมเชื่อแบบนั้นจึงกระโดดลงรถทันที ผลปรากฏว่า นอกจากไม่มีขอทานแล้วผมต้องไปอยุ่ท่ามกลางเด้กแว้นและเด็กสก้อยจากหลายสถาบัน ประหนึ่งว่างานวัดนี้จัดมาเพื่อเป็นสถานที่ต่อสู้กันแบบในเรื่องดราก้อนบอล ผิดหวังอย่างแรง ตอนนั้นท้องเริ่มหิว เดินออกจากวัดไม่รู้เอาไงต่อ แต่แล้วทันดนั้นเอง ผมก้ได้พบกับ สองตายายตาบอด นั่งอยู่มุมเสาท่ามกลางผู้คนมากล้นในคืนหลอกลวง ของเด็กแว้นและสาวสก้อย ไม่รอช้ารีบปรี่เข้าไปถาม ตากะยาย ด้วยที่ว่า ตากะยายมองไม่เห็นว่าผมเอาอะไรไปใส่มือตา ได้แต่บอกว่า " นี่ข้าวกล่องนะครับ ผมให้ตากะยายไว้ทานนะครับ " ถ้าตากะยายรู้ว่าในกล่องข้าวเป็นข้าวไข่เจียวอาจจะผิดหวังก้ได้ ..อ่อ แต่น่าจะไม่เพราะผมแถมแค๊ปหมุไปด้วย ถือว่าหรุหราพอสมควร หลังจากนั้นก้เดินข้ามสะพานลอย กลับบ้านอย่างระโหยโรยแรง
ครั้งล่าสุดของการเดินแสวงบุญ คือวันนี้
ด้วยการที่มีประสบการณ์จากครั้งที่แล้ว พบว่า หากเดินเรื่อยเปื่อย จะเมื่อยและเสียเวลาเอามากๆ ครั้งนี้เลยวางแผนว่าซื้อข้าวไข่เจียวแล้วเดินดิ่งไปสนามหลวงเลย จบ !!!
แต่มันไม่ง่ายแบบนั้น เพราะคราวนี้สนามหลวง ทุกคนอิ่มของจริง ไม่มีคุณยาย เหมือนครั้งแรก ผมเลย ต้องเดินมาทางท่าช้าง ผ่านหน้าศิลปากร เดินเลียบกำแพงวัดพระแก้ว จนถึงท่าเตียน ข้ามเรือ ไปวัดอรุณ เดินเลาะออกมาเจอ โพธิ์สามต้น ...เห้ยโพธ์สามต้นอีกแล้ววววว ..ขนาดนั่งพิมพ์ตอนนี้ยังตกใจเลยไปๆมาๆเดินไกลกว่าคราวที่แล้วอีกเวรกรรม ที่สำคัญ วัดใหม่พิเรทร์ไม่มีงานวัดแล้วด้วยสิ ตายายตาบอดก้ไม่อยู่ด้วย ผมเลยนั่งแอ้งแม้งอยู่ป้ายรถเมล์ อยุ่พักใหญ่เพราะมันเหนื่อยมันเมื่อยขาจริงๆ ไม่รู้เอาไง กระโดดขึ้นกะปีอ หวังกลับบ้านลงป้ายคาร์ฟู ในรถมีนักศึกษานมาสามคน ชายหนึ่ง หญิงสอง ประกอบด้วย ผัวหนึ่ง เมียหนึ่ง เพื่อนเมียหนึ่ง ที่ต้องเรียกผัวเมียเพราะมันเรียกตัวมันว่าเป็นเมียจริงๆ
...........จบช่วงคั่นโฆษณา สุดท้ายก็ลงป้ายรถเมล์หน้าบ้าน แล้วก็คิดว่าเดินไปสี่แยกบ้านแขกอีกนิดเหอะว้า เพราะทุกเช้าผมจะเจอขอทานคนนึงอยู่ตรงสี่แยกเลย ผมก็เดินฝ่าดงนักศึกษามากมายทั้งชายหญิง จนถึงสี่แยก ปรากฏว่าเค้าหายไป !!!
ผมเลยได้แต่ เดินกลับทางเดิมหวังเข้าบ้านพร้อมข้าวไข่เจียว แต่ที่ไหนได้ ขอทานที่ผมเดินไปหาที่สีแยก มานั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยเลย ย้ำว่าหน้าปากซอยเลย (- -" ฮึ่ยยยยยย) ผมก้เลยเดินเข้าไปตามสเต็ป แต่แล้วคุณตาคนนั้นไม่ตอบอะไร แต่ยกมือขึ้นมาโบกมือบ๊ายบายให้ซะงั้น ..แปร่ววว สรุปคือไม่รับ ผมเลยกลับตัวหันไปซื้อน้ำเต้าหู้เข้าบ้านพร้อมไข่เจียวที่สุดท้ายก็ไปจบที่ท้องไอ้ม่อน เด็กแถวบ้านแทนแล้วนี่ก้เป็นการเดินแสวงบุญ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง เมื่อยจริง ไม่ใช้แสตนอินใดๆทั้งสิ้นของผมเอง