เงา

posted on 21 Feb 2008 22:38 by teeeee  in TEEE-book

14/02/2551 23:51 น.

แต่ละคน ต่างก็มีเงาที่เดียวดาย

ณ เบื้องหลังที่แสงสว่าง ทอดไปไม่ถึง

ผู้คนยังคงเก็บเอาส่วนที่เงียบที่สุดของตนไว้

เก็บไว้ในซอกเล็กๆที่น้อยคนจะเข้าถึง

ความเข้าใจจึงเกิดขึ้นได้ เพียงลำพัง อย่างเหลียกเลี่ยงไม่ได้

ถือเป็นโอกาสอันดี ที่เจ้าของเงานั้น จะได้ทักทายกับตัวเองอีกครั้ง

ถามไถ่ถึงกาลเวลาที่เงาได้เดินตามติดมาตลอดชีวิต

ทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมากับเงา ที่สะท้อนความจริงอันน้อยครั้งจะมองเห็น

ก่อนที่แสงจากโลกภายนอกจะสาดส่อง

เป็นสัญญาณให้แต่ละคนกลับไปแสดงบทบาทในโลกความจริง

ช่วงเวลาอันน้อยนิด เราจึงต้องคิดให้ดีและถี่ถ้วน

ก่อนที่เงานั้นจะเลือน หายไปจากโลกใบนี้

เมื่อผมแสวงบุญ

posted on 15 Feb 2008 23:07 by teeeee

เชื่อหรือไม่ว่าเมืองไทยคนจนน้อยลงจริงๆ
ผมได้พิสูจน์มาแล้วเมื่อจากการเดินสำรวจอย่างไม่ได้ตั้งใจ

เริ่มต้นจากหลังจากผ่านพ้นวันเกิดมา ทุกวันศุกร์ผมต้องการทำบุญโดยซื้ออาหารกล่อง
เพื่อจะเอาไปให้คนยากไร้ หรือ ขอทานนั่นแหละ  ครั้งละกล่องสองกล่อง

ตอนซื้อครั้งแรกในวันเกิด หาคนให้ได้ง่ายมาก ที่แยกบางลำภู เพราะตอนนั้นยังฟ้าสว่างอยู่ ไม่ค่ำนัก
แต่หลังจากนั้น ผมเริ่มลืมไปบ้าง ไม่มีเวลาบ้างกว่าจะมาหาซื้อข้าวกล่อง ก็ล่วงเลยจนฟ้าใกล้มืดซะแล้ว

ครั้งแรกของการเดินแสวงบุญจึงเกิดขึ้น
ผมเริ่มซื้อข้าวกล่องที่ร้านต้มข้างทางถนนพระสุเมรุ (ราคากล่องละ 40ทีเดียวเชียว)
แล้วก็เริ่มเดินหากลุ่มเป้าหมาย  เส้นทางที่เดินคือ เดินเลาะริมถนนพระสุเมรุ ไปจนถึงแยกบางลำภูแล้วเลี้ยวขวาไปทางถนนข้าวสาร แล้วไปเดินเข้าซอย ข้างวัดชนะสงคราม ทะลุออกมา ถนนพระอาทิตย์
..ปรากฏว่า ไม่มีเกลุ่มเป้าหมายเลย  เลยเดินถือกล่องข้าวแกว่งไปแกว่งมาขึ้นออฟฟิศ แล้วก้เดินขึ้นเดินลง เข้าๆออกๆ วนเวียนอยู่แถวหน้าออฟฟิศเพราะไม่รุ้จะทำยังไงกับกล่องข้าวที่ซื้อมา ผลสุดท้าย หลังจากพักเบรกคั่นเวลาด้วย ปาร์ตี้พิซซ่าลันตา เลยตัดสินใจถือข้าวกล่องไปยังสนามหลวง
ปรากฏว่า สนามหลวงมีโรงทานตั้งตระหง่าน มองไปรอบข้างดูเหมือนว่ากลุ่มเป้าหมายท่าทางจะทานกันอิ่มแปล้  นอนผึ่งพุงกันถ้วนหน้า  เดินถาม ยายคนแรก ยายบอกว่ายายอิ่มแล้ว เดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึง โค้งหน้าวัดพระแก้วถึงได้เจอยายอีกคน ยายก็รับไว้แล้วกล่าวขอบคุณ ผมแอบปลื้มได้หน้าไปตามๆกันแม้ไม่มีใครมาตามถ่ายรูปไปลงหนังสือ ก่อนจะเดินข้ามเรือท่าช้างกลับบ้านอย่างสบายใจ ณ เวลา สามทุ่มกว่าๆ

ครั้งที่สองของการเดินแสวงบุญ
ครั้งนี้ด้วยการแนะนำของพี่กัง ว่ามีข้าวไข่เจียวแสนอร่อย ไปหลบมุมขายในหลืบสวนสันติ เป็นร้านยายแก่ๆคนนึงตั้งโต๊ะทอดขาย ด้วยความที่ว่าอยากกระจายรายได้ไปยังคนแก่เราจึงควรอุดหนุน โดยไม่ได้บอกใครว่าจริงๆแล้วข้าวไข่เจียวนั้นราคาแค่กล่องละ 10 บาท  สองกล่อง 20  นับว่าเป็นการประหยัดงบ ได้อย่างน่าพอใจ  จึงจัดแจง สั่งไปสองกล่องทันที และก็เริ่มการเดินทางแสวงบุญอีกครั้ง 

ผมเดินไปตามถนนพระอาทิตย์ไปทางธรรมศาสตร์ โดยหวังว่าที่ท่าพระจันทรืต้องมีกลุ่มเป้าหมายแน่นอนเพราะ ณ เวลานั้นมันช่างเป็นเวลาไพร์มไทม์ ของผู้คนไปรวมตัวกันอยู่แถวนั้น ( ประมาณ 19.00 น.)   แต่ไปแล้วก้ผิดคาด  ที่ท่าพระจันทร์มีแต่วัยรุ่นแนวๆ ยืนเลือกเสื้ออยู่กะมีน้องนักเรียนม.ต้นคนนึงกำลังเดี่ยวระนาดเสียงก้องกังวาน ตอนแรกกะว่าจะให้น้อง แต่ก็กลัวน้องจะเอาไม้ระนาดฟาดเอา อีกอย่างเห็นตรงที่ใส่ตังค์รายได้ของน้องแล้ว คงไม่คิดว่าน้องจะอยากกินไข่เจียวของพี่แน่ๆ  เลยตัดสินใจ ข้ามเรือไปฝั่งศิริราช ด้วยหวังว่า สถานที่ๆใกล้โรงพยาบาลต้องมี กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ แต่ไม่ใช่เลย ...ไม่มี ...เหลือเชื่อมาก คนไทยไม่จนแล้วจริงๆ ผมเดินนทั่ววังหลัง ชักเหนื่อย แต่ก็เอาเถอะเดินอีกสักหน่อยไปทางวัดระฆัง ข้ามสะพานลอย เดินเข้าซอยผ่านหน้าโรงพยาบาลธนบุรี ที่หน้าโรงพยาบาลธนบุรี มีคนพิการนั่งกลางฟุตบาทขาย แคปหมูอยู่ ผมเลยทำทีว่าไปซื้อแค๊ปหมู สองห่อ  แล้วก้จะได้ เอาข้าวไข่เจียวให้เขาไป ส่วนเราก้ได้อุดหนุนเค้าด้วย ที่ไหนได้เขาไม่รับ ...เท่ากับว่าเราได้เพิ่มกับข้าวมาอีกหนึ่งอย่างโดยทันที - -"

เดินทะลุซอยโรงพยาบาลธนบุรีออกมา ก็มานั่งพักตรงป้ายรถเมลตลาดพรานนก นั่งมองสะพานลอยข้ามถนน ในใจคิดหรือว่ากุ จะทิ้งข้าวกล่องไว้บนสะพานลอยดีว้า..แต่แล้วในที่สุดก้ไม่ทำ หันไปขึ้นรถเมล กะไปตายรังที่บ้านยอมแพ้

ระหว่างทางตรงโพธิ์สามต้นดันไปเห็นว่าวัดใหม่พิเรนทร์ มีงานวัด ...ใช่เลย งานวัดต้องมีทาร์เก็ตกรุ๊ปของเราแน่ๆ  เพราะมีชิงช้าสวรรค์ เครื่องเล่นมากมาย..มีพระสวด  งานบุญต้องมีขอทานแน่ๆ ผมเชื่อแบบนั้นจึงกระโดดลงรถทันที  ผลปรากฏว่า นอกจากไม่มีขอทานแล้วผมต้องไปอยุ่ท่ามกลางเด้กแว้นและเด็กสก้อยจากหลายสถาบัน ประหนึ่งว่างานวัดนี้จัดมาเพื่อเป็นสถานที่ต่อสู้กันแบบในเรื่องดราก้อนบอล  ผิดหวังอย่างแรง ตอนนั้นท้องเริ่มหิว  เดินออกจากวัดไม่รู้เอาไงต่อ แต่แล้วทันดนั้นเอง ผมก้ได้พบกับ สองตายายตาบอด นั่งอยู่มุมเสาท่ามกลางผู้คนมากล้นในคืนหลอกลวง ของเด็กแว้นและสาวสก้อย  ไม่รอช้ารีบปรี่เข้าไปถาม ตากะยาย ด้วยที่ว่า ตากะยายมองไม่เห็นว่าผมเอาอะไรไปใส่มือตา ได้แต่บอกว่า  " นี่ข้าวกล่องนะครับ ผมให้ตากะยายไว้ทานนะครับ "  ถ้าตากะยายรู้ว่าในกล่องข้าวเป็นข้าวไข่เจียวอาจจะผิดหวังก้ได้ ..อ่อ แต่น่าจะไม่เพราะผมแถมแค๊ปหมุไปด้วย  ถือว่าหรุหราพอสมควร  หลังจากนั้นก้เดินข้ามสะพานลอย กลับบ้านอย่างระโหยโรยแรง

ครั้งล่าสุดของการเดินแสวงบุญ คือวันนี้
ด้วยการที่มีประสบการณ์จากครั้งที่แล้ว  พบว่า หากเดินเรื่อยเปื่อย จะเมื่อยและเสียเวลาเอามากๆ  ครั้งนี้เลยวางแผนว่าซื้อข้าวไข่เจียวแล้วเดินดิ่งไปสนามหลวงเลย จบ !!!
แต่มันไม่ง่ายแบบนั้น เพราะคราวนี้สนามหลวง ทุกคนอิ่มของจริง  ไม่มีคุณยาย เหมือนครั้งแรก ผมเลย ต้องเดินมาทางท่าช้าง  ผ่านหน้าศิลปากร เดินเลียบกำแพงวัดพระแก้ว จนถึงท่าเตียน ข้ามเรือ ไปวัดอรุณ เดินเลาะออกมาเจอ โพธิ์สามต้น ...เห้ยโพธ์สามต้นอีกแล้ววววว ..ขนาดนั่งพิมพ์ตอนนี้ยังตกใจเลยไปๆมาๆเดินไกลกว่าคราวที่แล้วอีกเวรกรรม  ที่สำคัญ วัดใหม่พิเรทร์ไม่มีงานวัดแล้วด้วยสิ ตายายตาบอดก้ไม่อยู่ด้วย  ผมเลยนั่งแอ้งแม้งอยู่ป้ายรถเมล์ อยุ่พักใหญ่เพราะมันเหนื่อยมันเมื่อยขาจริงๆ ไม่รู้เอาไง กระโดดขึ้นกะปีอ หวังกลับบ้านลงป้ายคาร์ฟู  ในรถมีนักศึกษานมาสามคน ชายหนึ่ง หญิงสอง  ประกอบด้วย ผัวหนึ่ง เมียหนึ่ง เพื่อนเมียหนึ่ง  ที่ต้องเรียกผัวเมียเพราะมันเรียกตัวมันว่าเป็นเมียจริงๆ
...........จบช่วงคั่นโฆษณา  สุดท้ายก็ลงป้ายรถเมล์หน้าบ้าน แล้วก็คิดว่าเดินไปสี่แยกบ้านแขกอีกนิดเหอะว้า เพราะทุกเช้าผมจะเจอขอทานคนนึงอยู่ตรงสี่แยกเลย   ผมก็เดินฝ่าดงนักศึกษามากมายทั้งชายหญิง จนถึงสี่แยก  ปรากฏว่าเค้าหายไป !!!

ผมเลยได้แต่ เดินกลับทางเดิมหวังเข้าบ้านพร้อมข้าวไข่เจียว แต่ที่ไหนได้ ขอทานที่ผมเดินไปหาที่สีแยก มานั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยเลย ย้ำว่าหน้าปากซอยเลย (- -" ฮึ่ยยยยยย)  ผมก้เลยเดินเข้าไปตามสเต็ป แต่แล้วคุณตาคนนั้นไม่ตอบอะไร แต่ยกมือขึ้นมาโบกมือบ๊ายบายให้ซะงั้น ..แปร่ววว สรุปคือไม่รับ  ผมเลยกลับตัวหันไปซื้อน้ำเต้าหู้เข้าบ้านพร้อมไข่เจียวที่สุดท้ายก็ไปจบที่ท้องไอ้ม่อน เด็กแถวบ้านแทนแล้วนี่ก้เป็นการเดินแสวงบุญ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง เมื่อยจริง  ไม่ใช้แสตนอินใดๆทั้งสิ้นของผมเอง 
  

 

 

 

 

 

"ความรักมิใช่เพียงแค่ ความหวาน หรือการที่ได้อยู่ใกล้ชิดกัน

ความรักมิใช่ ความหลง ที่มีวันหมด

ความรักคือความสุขของผู้เต็มใจให้  และความสุขของผู้ที่ได้รับ

รวมถึงความสุขของทุกสิ่งที่รับรู้ได้ถึงความสุขที่เกิดขึ้น

การสร้างคุณค่าของความรัก จึงไม่ใช่เรื่องของ ท่ากามกรรมที่พลิกแพลงผาดโผน

รักที่ดีนั้นจะยืนยาวด้วยความเข้าใจและปรารถนาดีอย่างที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด

คนที่มีความรักจึงต้องใจกว้างพอสมควรที่พร้อมจะยอมรับทุกสิ่ง

ที่จะผ่านเข้ามาและผ่านไป ด้วยจิตใจที่ปรารถนาดีอยู่เสมอ

สัญลักษณ์ของความรักจึงไม่ใช่รูปหัวใจสีแดง หรือกามเทพที่เหนี่ยวคันศร

แต่เป็นการแสดงออกง่ายๆในทุกๆวันของคนที่มีความรัก

จงพยามสร้างรักนั้นให้มีคุณค่าหลุดพ้นจากกรงขังแห่งความหลง

ที่เปิดประตูรอคอยจิตใจที่อ่อนแอมอบตัวไปกับความพ่ายแพ้โดยมีอารมณ์ที่อ่อนไหวเป็นผู้กำกับ

หากเมื่อคนสองคนตัดสินใจที่จะัรักกันแล้ว จงยินดีที่นับจากนี้ไป

ความสุขที่เกิดขึ้นนั้นจะถูกส่งต่อไปยังผู้ที่เปิดรับความสุขนั้นได้

มนุษย์อาจไม่ได้มีความรักเป็นจุดหมายสูงสุดในชีวิต

เพราะโลกนั้นกว้างใหญ่และซับซ้อนมากกว่าที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจในสิ่งเดียว

แต่ในทางหนึ่ง ความรักก็ทำตัวเป็นกาวเชื่อมโลก

ประสานรอยร้าวให้เป็นเพียงเส้นแบ่งเขตแดนอันเป็นสมมุติ

โลกนี้จึงเป็นหนึ่งเดียวด้วยรักและเมตตา

เมื่อคุณมีความรัก จงอย่าลืมมองกลับไปยังคนที่ขาดรักบ้าง

นำเมล็ดพันธ์แห่งความปรารถนาดีไปเพาะเอาไว้

ให้สักวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป

ต้นไม้แห่งความรักนั้นก็จะงอกงาม

พร้อมให้ทุกคนที่ต้องการ ได้เก็บเอาดอกผลแห่งความรักนั้น

ไปเติมแรงชีวิตให้มีความสุขในชีวิตต่อไป

และเพื่อให้ความรักนั้นได้ถูกส่งต่อกันไปและต่อไป จนไม่สิ้นสุด "

ช่างมันเถอะ

posted on 01 Feb 2008 23:51 by teeeee
...ช่างมันเถอะ

TEEE say : การประเมินค่า

posted on 20 Jan 2008 10:32 by teeeee  in TEEE-say

"เพราะสังคมประเมินค่าที่จนรวย

 คนจึงสร้างเปลือกสวยไว้สวมใส่

ถ้าสังคมประเมินค่าที่ภายใน

คนจะสร้างแต่จิตใจที่ใฝ่ดี"

จาก  แม่บ้าน Uk

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=khonklaiban&month=17-01-2008&group=29&gblog=78

TEEE say : ความผิดพลาด

posted on 17 Jan 2008 18:11 by teeeee  in TEEE-say

"ความผิดพลาด แก้ไขได้ด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่ด้วยข้ออ้าง"

TEEE say : ตำแหน่ง

posted on 16 Jan 2008 23:44 by teeeee  in TEEE-say
"จุดอับที่สุดของชัยภูมิ คือตำแหน่งบนสุดของยอดเขาเพราะมันเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายเบื้องล่างและสายฟ้าเบื้องบน อย่างหนีไม่พ้น"

"มนุษย์คือสัตว์ที่โง่ที่สุดในโลก เพราะไม่มีสัตว์ชนิดไหนทำงานวันละแปดชั่วโมง ไม่มีสัตว์ชนิดไหนไม่สนใจลูกเต้า เพียงเพราะเห็นงานสำคัญกว่า ฉะนั้น ผมละอายเมื่อมองดูสัตว์ ทรมาณตัวเองโดยไม่จำเป็น ทั้งที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ มีแต่ทุกข์ทรมาณมากขึ้น เมื่อเดินตรงได้ แล้วทำไมต้องเดินอ้อมให้ชีวิตยุ่งยากมากขึ้นด้วยล่ะ"

โจน จันใด

จากหนังสือ open conversation

สวัสดี สถานีที่ 28

posted on 11 Jan 2008 22:55 by teeeee

วันนี้ผมอายุ 28

ผมไม่เคยอายุ28มาก่อน

ไม่มีประสบการณ์ สำหรับตัวเลขสองหลักนี้

แต่ผมก็เริ่มต้นเดินทางจากสถานีนี้ได้ดี ดีกว่าหลายๆปีที่ผ่านมา

... ดีในระดับที่ผมพอใจ

ที่สถานีที่ 28 นี้ ต่างจากทุกปี

เริ่มต้นจากการลืมตาเจอกับสถานีที่ร้างผู้คน

ผมไม่ไ้ด้พบใครเลยแม้แต่คนในครอบครัว

การอยู่คนเดียวหรือแม้กระทั่งอาจจะหลายๆคนในบางสถานีที่ผ่านมา

หลายครั้งความเหงาก็เกาะอยู่ในความวิตกกังวล

แต่การทบทวนตัวเองทุกครั้งที่ครบรอบก็ทำให้ชีวิตเห็นแสงส่องทางเบื้องหน้าไปบ้าง

แม้มันจะชัดเพียงแค่พอไม่ให้เดินไปที่เตะเอาเสี้ยนเอาหนามมาให้เจ็บตัว

การเริ่มต้นที่เลข 28ครั้งนี้แตกต่าง

โดดเดี่ยว

แต่

สงบนิ่งและมีความหมาย

ผมเริ่มต้นทำในสิ่งที่ผมไม่เคยได้ทำเลยหรือได้ทำเพียงน้อยครั้ง

ทำทีละอย่าง

ทีละขั้นตอน

ผมเชื่อว่าผมกำลังพาตัวเองไปในทางที่ถูกต้อง

แม้น้อยคนจะได้เ็ห็นและร่วมชื่นชมกับการเริ่มต้นอันแสนเรียบง่ายนี้

ก็ไม่เป็นไร เพราะการถูกเห็นไม่ใช่ประเด็นที่ผมต้องการ

ผมจะจบบันทึกนี้ก่อนเวลา 00.00 น. หรือก่อนที่จะข้ามไปอีกวัน

ก่อนจะหลับตาลงไปด้วยความหวังว่าความเรียบง่าย ความสงบจิตสงบใจแบบนี้

จะยังคงอยู่ในวันที่ลืมตาครั้งต่อไป

สุดท้ายจึงอยากขอจบด้วย

"ขอให้พรอันใดก็ตามที่ส่งมายังข้าพเจ้า จงได้คืนแก่ผู้ส่งมาด้วย"

สวัสดี สถานีที่ 28